รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ. ประจินฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ครั้งที่ 1/2561  ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยยึด 5 เสาหลัก ในการนำร่อง 7 จังหวัด ก่อนขยายผลสู่จังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ

 

         วันนี้ (31 มกราคม 2561) เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ครั้งที่ 1/2561 ซึ่งสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

 

          ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 267/2560 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอร่างยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศตามแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พร้อมบูรณาการติดตามประเมินผลการดำเนินงานและให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั้งประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งประสานส่วนราชการและภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้เป็นไปอย่างคล่องตัว โดยลดข้xอจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

 

          พร้อมกันนี้ ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีโครงการที่ผ่านการประเมิน จำนวน 6 โครงการของ 6 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) เทศบาลนครขอนแก่น และบริษัทวิสดอม 101 (ปุณณวิถี) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ หากทั้ง 6 โครงการของ 6 หน่วยงานดังกล่าวดำเนินการได้ตามแผนงาน คาดว่าจะสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้กว่า 276,180,870.57 หน่วยต่อปี ส่งผลให้ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 264,019.68 ต้นต่อปี

 

          รวมทั้ง ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของสำนักงานส่งเริมเศรษฐกิจดิจิทัลใน 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดฉะเชิงเทรา ตลอดจนกรุงเทพมหานคร โดยการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเหล่านี้ จะมีการพัฒนาทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านโครงสร้างพื้นฐานในดิจิทัล เพื่อให้ภาคเอกชนมาร่วมพัฒนาเมืองเป็นการช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัล ในขณะเดียวกันจะต้องจัดทำแผนแม่บท Smart City ได้แก่ ด้าน Smart Economy Smart Mobility Smart People Smart Governance Smart Living รวมทั้ง Smart Energy and Environment ตามลำดับ

 

          นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยเน้น 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ เสาหลักที่ 1 การพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นเเบบ โดยมีเป้าหมายในการเลือกเมืองที่มีศักยภาพที่จะใข้สำหรับการดำเนินงานนำร่องเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เสาหลักที่ 2  การปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยมีเป้าหมายที่จะบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ เสาหลักที่ 3 สร้างกลไกบริหารจัดการในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะไปสู่ภาคปฏิบัติโดยมีเป้าหมายให้มีผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการพื้นที่โดยจัดเตรียมองค์กร ระบบ และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อส่งเสริมการให้บริการสาธารณะในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เสาหลักที่ 4 ผลักดันเมืองอัจฉริยะด้วยการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมและต่อยอดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่สามารถนำไปปรับใช้สำหรับเมืองอัจฉริยะในอนาคต และเสาหลักที่ 5 ส่งเสริมการจัดเก็บข้อมูลตลอดจนเข้าถึงการเชื่อมโยงและการใช้งานข้อมูลโดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ข้อมูล สร้างการเรียนรู้ รวมทั้งสนับสนุนการวางแผนตลอดจนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม

 

          ทั้งนี้ โดยเบื้องต้นได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายใช้สำหรับคัดเลือกเมืองอัจฉริยะต้นเเบบเพื่อดำเนินโครงการนำร่องการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งทั้ง 7 จังหวัดนำร่องดังกล่าวมีหน่วยงานรับผิดชอบร่วมกัน ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการร่วมฯ ทั้ง 3 กระทรวงดังกล่าวไปจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้แล้วเสร็จ โดยเร็วพร้อมนำเสนอแผนฯ ต่อ ที่ประชุมในครั้งต่อไป

 

                โดย  กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก, สำนักงานสถิติจังหวัดนครสวรรค์