Facebook Nakhonsawan Click Open

OPEN

 

 

                 กรมการขนส่งทางบก ได้พัฒนารูปแบบการออกใบอนุญาตขับรถแบบบัตรพลาสติก (Smart card) รูปแบบใหม่ที่มีระบบตรวจสอบข้อมูลด้วยคิวอาร์โค้ด (QR Code) อยู่ด้านหลังบัตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดที่อยู่หลังใบอนุญาตขับรถรูปแบบใหม่ เข้าถึงข้อมูลใบอนุญาตขับรถผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยปรากฏภาพใบอนุญาตขับรถเสมือนจริง ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DLT QR LICENCE ของกรมการขนส่งทางบก จากโทรศัพท์สมาร์ทโฟน พร้อมกรอกข้อมูลรหัสบัตรประชาชนและอีเมล์ ดำเนินการระบุตัวตนตามที่กำหนด ระบบจะให้ผู้ใช้ตั้งรหัสรักษาความปลอดภัย 6 หลัก เพื่อเข้าถึงข้อมูลใบอนุญาตขับรถอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคลที่ปรากฏภาพใบอนุญาตขับรถเสมือนจริงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รองรับการแสดงใบอนุญาตขับรถด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือใบขับขี่ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา เพิ่มความสะดวกแก่ประชาชนในการแสดงใบอนุญาตขับรถเสมือนจริงต่อเจ้าพนักงาน พร้อมทั้งแสดงข้อมูลส่วนบุคคล และมีเมนู SOS สามารถโทรศัพท์แจ้งหรือส่ง SMS ไปยังบุคคลที่ต้องขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน มีระบบแจ้งเตือนก่อนใบอนุญาตขับรถหมดอายุ นอกจากนี้ยังสามารถทราบข่าวสารที่เป็นประโยชน์ อาทิ หลักฐาน ขั้นตอน ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการดำเนินการด้านใบอนุญาตขับรถด้วย

                 ส่วนใบอนุญาตขับรถที่เป็นรูปแบบเก่าทุกชนิดทุกประเภท ยังคงใช้งานได้จนกว่าใบอนุญาตขับรถจะหมดอายุ รวมถึงใบอนุญาตขับรถชนิดตลอดชีพสามารถใช้ได้ตลอดไปโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน หากต้องการเปลี่ยนใบอนุญาตขับรถเป็นแบบที่มีคิวอาร์โค้ด หรือกรณีใบอนุญาตขับรถชำรุด สูญหาย สามารถเปลี่ยนได้โดยมีค่าธรรมเนียมและค่าคำขอตามที่กฎหมายกำหนด โดยจะได้รับเป็นใบอนุญาตขับรถแบบบัตรพลาสติก (Smart card) รูปแบบใหม่ ที่มีระบบตรวจสอบข้อมูลด้วยคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่มีความคงทนถาวร ใช้วัสดุทำตัวบัตรพลาสติกที่ได้มาตรฐาน มีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล และนวัตกรรมป้องกัน การปลอมแปลง เช่น การพิมพ์และการเคลือบบัตรด้วยเทคโนโลยีโฮโลแกรม ระบบจัดเก็บและตรวจสอบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยคิวอาร์โค้ด บันทึกข้อมูลที่นอกเหนือจากข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าบัตร เช่น ประวัติส่วนบุคคล ข้อมูลการทำใบอนุญาตขับรถ การต่ออายุ เอกสารหลักฐาน ขั้นตอน ค่าใช้จ่าย เป็นต้น

                 โดย กระทรวงคมนาคม

 

                ผลกระทบจากพายุที่พัดผ่านเข้ามาในประเทศไทยส่งผลให้ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง หลายจังหวัดต้องประสบอุทกภัยประชาชนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เพราะปริมาณน้ำท่วมสูงจนไม่สามารถพักอาศัยอยู่ภายในบ้านได้ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จึงขอแนะนำวิธีการป้องกันปัญหาที่มักพบบ่อยหลังจากเหตุน้ำท่วมลดลง คือ ค่าน้ำประปาที่สูงผิดปกติ โดยการปิดก๊อกน้ำภายในบ้าน ทุกจุดและปิดวาล์วหน้ามิเตอร์น้ำให้สนิท เพราะในช่วงน้ำท่วมหากลืมเปิดก๊อกภายในบ้านทิ้งไว้ รวมทั้งปริมาณแรงดันน้ำอาจนำเศษซากกิ่งไม้หรือวัสดุอื่น ๆ ที่ถูกพัดพามากับน้ำ ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้ท่อประปาภายในบ้านเกิดชำรุดหรือแตกรั่วในระหว่างน้ำท่วมโดยไม่สามารถสังเกตเห็นได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการป้องกันมิเตอร์น้ำทำงานผิดปกติในขณะถูกน้ำท่วมได้อีกทางหนึ่งด้วยทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง ขอความร่วมมือจากประชาชนตรวจสอบความเสียหายของระบบประปาภายในบ้านและ ทำการซ่อมแซมก่อนใช้น้ำทันที เพื่อป้องกันการเสียค่าใช้จ่ายจากค่าน้ำที่สูงผิดปกติและไม่ต้องสูญเสียน้ำไปอย่างเปล่าประโยชน์

                 สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น เป็นสาเหตุของปัญหาท่อประปาแตกและชำรุดหลายแห่ง ซึ่งบางพื้นที่อาจได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง จึงยากแก่การหาจุดที่น้ำรั่วไหล การประปาส่วนภูมิภาค จึงขอความร่วมมือจากประชาชนหากท่านพบเห็นท่อแตก - ท่อรั่ว หรือต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับระบบประปากรุณาแจ้ง การประปาส่วนภูมิภาคสาขาใกล้บ้านท่าน หรือศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า PWA Contact Center โทร. 1662 เพื่อประสาน การประปาส่วนภูมิภาคสาขาในพื้นที่ดำเนินการแก้ไขและให้ความช่วยเหลือโดยเร่งด่วนต่อไป

                 โดย กระทรวงมหาดไทย

 

                รัฐบาลสั่งการให้ทุกจังหวัดเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่จากอิทธิพลของพายุโพดุลและคาจิกิแบบเฉพาะหน้าอย่างทั่วถึง และพยายามระบายน้ำออกจากพื้นที่วิกฤตให้ได้มากที่สุด ทั้งได้สั่งการให้เร่งสำรวจความเสียหายหลังน้ำลด และฟื้นฟูให้กลับสู่ภาวะปกติ พร้อมทั้งจ่ายเงินชดเชยเยียวยาอย่างเต็มที่ และภาครัฐได้มีแผนรองรับการใช้จ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยไว้แล้ว ตามระเบียบกระทรวงการคลัง กำหนดให้ส่วนราชการมีวงเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่การเบิกจ่ายต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ และใช้อย่างคุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อน ไม่สูญเปล่า ได้แก่

                ค่าจัดหาสิ่งของในการดำรงชีพเบื้องต้น กรณีที่อยู่อาศัยเสียหาย ครอบครัวละไม่เกิน 3,000 บาท /ค่าวัสดุซ่อมแซมหรือก่อสร้างที่อยู่อาศัยประจำหลังละไม่เกิน 33,000 บาท /ค่าวัสดุซ่อมแซมหรือสร้างยุ้งข้าว โรงเรือนเก็บพืชผลและคอกสัตว์ที่เสียหาย ครอบครัวละไม่เกิน 5,000 บาท /ค่าเช่าบ้านกรณีบ้านเช่าเสียหายจนอยู่ไม่ได้ ครอบครัวละไม่เกิน 1,700 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 2 เดือน

                ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ หรือเงินทุนเลี้ยงครอบครัว ครอบครัวละไม่เกิน 11,000 บาท /ค่าช่วยเหลือเบื้องต้นผู้บาดเจ็บสาหัสและต้องรักษาในสถานพยาบาล 3 วันขึ้นไป 3,000 บาท / ค่าช่วยเหลือเบื้องต้นผู้บาดเจ็บจนถึงขั้นพิการ 10,000 บาท /ค่าจัดการศพผู้เสียชีวิต รายละไม่เกิน 25,000 บาท หากเป็นหัวหน้าครอบครัว ให้เพิ่มอีกได้ไม่เกิน 25,000 บาท

                เงินช่วยเหลือกรณีพื้นที่เพาะปลูกมีพืชตายหรือเสียหายสิ้นเชิง ไม่เกินรายละ 30 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว ไร่ละ 1,113 บาท/ พืชไร่ ไร่ละ 1,148 บาท/ พืชสวนและอื่น ๆ ไร่ละ 1,690 บาท /ค่าจ้างขุดลอก ขนย้ายหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน หรือซากที่ทับถมพื้นที่แปลงเกษตร ไม่เกิน 5 ไร่ ไร่ละ ไม่เกิน 7,000 บาท

                เงินช่วยเหลือผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล ปูทะเล หอยทะเล ไม่เกินราย ละ 5 ไร่ ไร่ละ 10,920 บาท /ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นที่เลี้ยงในบ่อดิน นาข้าวหรือร่องสวน ไม่เกินรายละ 5 ไร่ ไร่ละ 4,225 บาท /สัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชัง บ่อซีเมนต์ ไม่เกินรายละ 80 ตามรางเมตร ๆ ละ 315 บาท

                เงินช่วยเหลือกรณีสัตว์ตายหรือสูญหาย เช่น โค ไม่เกินรายละ 2 ตัว ตัวละไม่เกิน 6,000 - 20,000 บาท /สุกร ไม่เกินรายละ 10 ตัว ตัวละไม่เกิน 1,300 - 3,000 บาท /แพะ ไม่เกินรายละ 10 ตัว ตัวละไม่เกิน 1,000 - 2,000 บาท /ไก่ไข่ ไม่เกินรายตัว 1,000 ตัว ตัวละไม่เกิน 20 - 80 บาท /ไก่เนื้อ ไม่เกินรายตัว 1,000 ตัว ตัวละไม่เกิน 20 - 50 บาท เป็นต้น

                นอกจากนี้ ยังมีเงินช่วยเหลือ ค่าจัดการศพ กรณีเสียชีวิต รายละ 50,000 บาท / ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่เสียหายทั้งหลัง รายละไม่เกิน 230,000 บาท /ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่เสียหายบางส่วน รายละไม่เกิน 15,000 – 70,000 บาท เป็นต้น ขณะที่สถาบันเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธ.ก.ส. ธอส. ธ.ออมสิน ธ.กรุงไทย ธนาคาร SME สำนักงานคณะกรรมการการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ยังได้ออกมาตรการให้สินเชื่ออัตราพิเศษ ขยายเวลาชำระหนี้ พักชำระหนี้ ฯลฯ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบภัยอีกด้วย

                  โดย สำนักนายกรัฐมนตรี

                 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังไม่ให้แพร่ระบาดไปยังพื้นที่แห่งใหม่ และเพื่อชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 50 จังหวัด ระยะเวลาดำเนินโครงการ 2 กรณี คือ 1) ระยะเวลาแจ้งข้อมูลการพบต้นมันสำปะหลังที่แสดงอาการใบด่าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 6 พฤศจิการยน 2562 และ 2) ระยะเวลาการจ่ายเงินช่วยเหลือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึงเดือนกันยายน 2563

                 โดยกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่แต่ละจังหวัด จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกร รวมทั้งกำกับดูแลและติดตามการระบาดของโรคไวรัสใบด่าง มันสำปะหลัง การรับรองผลของโรค หลังจากกรมวิชาการเกษตรตรวจวินิจฉัยและรับรองผลการเป็นโรคแล้วจะส่งผลการรับรองให้ คณะกรรมการในระดับจังหวัดพิจารณาให้ความเห็นชอบการจ่ายเงินช่วยเหลือให้เกษตรกร ภายใน 3 – 5 วันทำการ โดยเกณฑ์การจ่ายเงินชดเชยเกษตรกรผู้ปลูก มันสำปะหลังที่จะได้รับการชดเชยต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

                 1) เกษตรกรต้องได้รับการยืนยันความเป็นโรคใบด่างมันสำปะหลังจากกรมวิชาการเกษตร และได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบการจ่ายเงินช่วยเหลือให้เกษตรกร จากคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด

                 2) เกษตรกรต้องยินยอมให้ถอนทำลายต้นมันสำปะหลังทิ้งตามหลักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร

                 3) ต้องเป็นเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในช่วงเดือนเมษายน 2562 – 6 กันยายน 2562

                 4) มีต้นมันสำปะหลังยืนต้นในแปลง และต้นมันสำปะหลังมีอายุไม่น้อยกว่า 2 เดือน หรือกรณีเป็นพื้นที่ที่ดำเนินการทำลายแล้ว และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกระทรวงพาณิชย์

                 5) เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) กับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยเกษตรกรจะได้รับการชดเชยรายละ 3,000 บาท/ไร่ โดยจะได้รับเงินหลังจากถอนทำลายต้น มันสำปะหลังและหยุดพักการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ที่มีการทำลายต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค อย่างน้อยเป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยเกษตรกรต้องเตรียมเอกสารประกอบการขอรับเงินชดเชย คือ สำเนาบัตรประชาชนของเกษตรกร สำเนาหน้าสมุดบัญชีเงินฝากของเกษตรกร และสำเนาทะเบียนเกษตรกร

                 โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

 

 

                กองทัพบก ภายใต้การอำนวยการช่วยเหลือของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ได้ระดมกำลังทหารและเครื่องมือบรรเทาภัยเข้าช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยจากอิทธิพลพายุ “โพดุล”คลี่คลายสถานการณ์ โดยตั้งแต่ 29 สิงหาคม จนถึงปัจจุบัน กองทัพบกได้ บูรณาการกำลังจาก หน่วยทหาร ในทุกพื้นที่ในทุกระดับ จำนวน 1,500 นาย เข้าปฏิบัติการร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดที่ประสบอุทกภัย พร้อมจัดยุทโธปกรณ์ เข้าสนับสนุนการช่วยเหลือ อาทิ รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ 59 คัน และเรือท้องแบน 17 ลำ รถครัวสนาม และชุดแพทย์เคลื่อนที่ ซึ่งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ได้เตรียมพร้อมดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง และคลี่คลายสถานการณ์โดยทันทีตลอด 24 ชั่วโมง

                 สำหรับการช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ การขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง การอพยพคนไปยังพื้นที่ปลอดภัย การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร นำสิ่งกีดขวางออกจากผิวถนน การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และทำแนวกระสอบทรายกั้นน้ำ จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ร่วมกับจิตอาสา จัดชุดแพทย์ออกบริการรักษาพยาบาล และให้คำแนะนำในเรื่องการดูแลสุขภาพ การใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ และเรือออก รับ - ส่งประชาชนในบริเวณน้ำท่วม การเปิดเส้นทางที่เกิดเหตุดินสไลด์ แจกจ่ายถุงยังชีพ การค้นหา ผู้สูญหาย โดยเป็นการทำงานร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่และจิตอาสา นอกจากนั้นยังมีหน่วยทหารช่างของกองทัพบก และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ร่วมกันซ่อมเส้นทางที่ได้รับความเสียหายจากอุกทกภัยในครั้งนี้ พร้อมให้จัดชุดแพทย์ทหารจากโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบก ออกตรวจสุขภาพประชาชนในทุกพื้นที่น้ำท่วมอย่างทั่วถึง รวมทั้งการผันน้ำไปกักเก็บไว้ในแหล่งน้ำขนาดเล็กที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งต่อไปด้วย

                 สถานการณ์ในหลายพื้นที่ล่าสุดได้คลี่คลายลงแล้ว แต่ยังมีบางพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ซึ่งการช่วยเหลือประชาชนจะยังคงมีอย่างต่อเนื่อง เน้นการอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูสถานที่ บ้านเรือน ขนย้ายสิ่งของกลับที่พักอาศัย การทำความสะอาดสถานที่ต่างๆ ซึ่งกองทัพบกจะยังคงกำลังทหารดูแลช่วยเหลือประชาชน รวมถึงให้การฟื้นฟูหลังน้ำลดอย่างดีที่สุด

                โดย กระทรวงกลาโหม